ไม้ดอกไม้ประดับ

face-tee.com

จันทน์กะพ้อ

  • September 24, 2013 8:09 am

ดาวน์โหลด (1)จันทน์กะพ้อ เป็นพันธุ์ไม้ในวงศ์ Dipterocarpaceaeพวกเดียวกับยางนาและพะยอม บางพื้นที่ทางภาคใต้เรียก จันทน์พ้อ หรือ จันพอและที่จังหวัดพังงาเรียก เขี้ยวงูเขาจันทน์กะพ้อเป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง (สูงประมาณ 5 – 15 เมตร) ต้นค่อนข้างตรง เปลือกเกลี้ยง เรือนยอดเป็นพุ่มรีหรือกว้างใบเป็นใบเดี่ยว รูปรียาว ขนาดยาว 7 – 9 เซนติเมตร กว้าง 2 – 3 เซนติเมตร สีเขียวเข้ม เรียงตัวแบบเวียนไปตามกิ่งห่างๆ กัน ดอกออกตามกิ่งเป็นช่อเล็กๆ ทยอยบานครั้งละ 1 – 2 ดอก แต่มักจะมีช่อหลายช่อเป็นกระจุกและเรียงเป็นระยะๆ ตามกิ่งดอกขนาด 1.2-1.5เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมีขนสีน้ำตาลกลีบดอกเรียงเวียนซ้อนเกยกันเล็กน้อย ด้านในสีขาวนวลหรืออมชมพู ด้านนอกมีแถบแคบๆ มีขนละเอียดสีน้ำตาลอมแดง กลิ่นหอมแรง ออกดอกในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนจันทน์กะพ้อชอบขึ้นอยู่ตามริมน้ำ บริเวณที่มีน้ำท่วมหรือน้ำหลาก ชอบอยู่กลางแจ้งที่มีความชื้นในอากาศค่อนข้างสูง โตช้า ปลูกเลี้ยงค่อนข้างยาก ถ้าแดดจัดหรือลมแรงใบจะไหม้ ปัจจุบันจึงพบเห็นจันทน์กะพ้อน้อยลง สำหรับการขยายพันธุ์จันทน์กะพ้อนั้นทำโดยเพาะเมล็ด ใช้เวลาเพียง 1เดือนรากก็เริ่มงอกแทงออกมา เมื่อต้นกล้าอายุ 1 ปี จะมีความสูงประมาณ 30 เซนติเมตร และมีใบ 4-7 ในปีที่ 2 ต้นกล้าจะเจริญอย่างรวดเร็วและสูงประมาณ 1 เมตร ในช่วงนี้ถ้าปลูกในกระถาง ควรเปลี่ยนกระถางให้มีขนาดไม่ต่ำกว่า 10 นิ้ว หรือถ้าปลูกลงดินจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว มีทรงพุ่มแผ่กว้าง เมื่ออายุ 5-7 ปี จะมีความสูง 2.5-5 เมตร และเริ่มออกดอกใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอมค่อนข้างแรงมากและสามารถนำดอกมาปรุงเป็นยาหอม แก้ลม และบำรุงหัวใจ

โคกกระออม

  • September 17, 2013 1:06 pm

ดาวน์โหลดโคกกระออม (ชื่อวิทยาศาสตร์: Cardiospermum halicacabum L.; อังกฤษ: Balloon vine; Balloonvine; Heart seed; Heart pea; Love in a puff) เป็นพรรณไม้เถาขนาดกลาง ลักษณะของเถานั้นจะเป็นรูปห้าเหลี่ยม เถาจะโตเท่าก้านไม้ขีดไฟ หรือ จะเล็กกว่านั้นก็มีส่วยผิวของเถาจะเป็นสีเขียว เป็นเถาที่มีความยาวเลื้อยเกาะพันกันขึ้นไปบนต้นไม้ หรือตามกิ่งไม้ หรือเลื้อยไปตามพื้นดินและตรงข้อของเถานั้นจะมีมือสำหรับยึดเกาะ ใบรับประทานได้ ใช้ลวกจิ้มน้ำพริกโคกกระออมเป็นสมุนไพรไล่แมลงหวี่  เป็นผักพื้นบ้านที่มีรสขม บำรุงธาตุ ช่วยระบายท้องสามารถรับประทานสดๆ ก็ได้ หรือจะนำไปเผาไฟเพื่อลดความขมใช้รับประทานได้เช่นกัน  ใบของโคกกระออมมีประโยชน์ทางยาอย่างมาก ชาวบ้านสมัยก่อนนิยมใช้น้ำคั้นจากใบสดๆ แก้หอบหืด ความรู้ในการใช้ใบโคกกระออมต้มกินแก้ไข้ แก้ไอ แก้หอบหืดนี้ เป็นสิ่งที่ทุกคนทุกบ้านสมัยก่อนรู้กันโดยทั่วไป เป็นเรื่องปกติเหมือนกับที่คนไทยรู้ว่าข้าวกินเป็นอาหารได้อย่างไรอย่างนั้น ปัจจุบันการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่าโคกกระออมมีฤทธิ์ในการยับยั้งการหดตัวของกล้ามเนื้อเรียบซึ่งเป็นการสนับสนุนการใช้ใบโคกกระออมแก้หอบหืดของชาวบ้าน  และยังนิยมใช้โคกกระออมต้มกินต่างน้ำ เพื่อขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ ช่วยลดความดัน และยังนิยมต้มให้คนแก่ที่มีอาการต่อมลูกหมากโตกินต่างน้ำ ซึ่งจากการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดของโคกกระออมสามารถลดความดันโลหิตได้ ทั้งยังใช้รักษาอาการอักเสบ บวม ตามบริเวณต่างๆ ของร่างกาย โดยใช้ใบโคกกระออมตำกับเกลือทาบริเวณที่บวมนั้น ปัจจุบันมีการศึกษาพบว่าโคกกระออมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ  ส่วนกากจะใช้พอกที่ปากแผล  นอกจากนี้ใครที่มีรังแคเขาจะทุบเถาของโคกกระออมคั้นแช่น้ำพอข้นๆ แล้วนำมาชโลมศีรษะทิ้งไว้สักครู่แล้วล้างออกเพื่อกำจัดรังแค

คอร์นฟลาวเวอร์

  • September 5, 2013 4:52 am

untitledคอร์นฟลาวเวอร์ (อังกฤษ: Cornflower) เป็นพืชดอกขนาดเล็กที่ออกดอกปีละครั้ง จัดอยู่ในแฟมิลี Asteraceae เป็นพืชพื้นเมืองของยุโรป  พืชชนิดนี้สูง 40-90 เซนติเมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นสีเทาอมเขียว ใบเรียวแหลมยาว 1-4 เซนติเมตร ดอกสีน้ำเงินเข้ม ดอกอยู่เป็นกลุ่มโดยอยู่บนฐานรอง (capitula) เส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5-3 เซนติเมตร ดอกวางตัวกระจายออกเป็นรัศมีรอบๆฐาน วัตถุสีน้ำเงินในดอกคือ โพรโทไซยานิน  ในอดีต พืชชนิดนี้เป็นวัชพืชในไร่นา แต่ปัจจุบันการเกษตรกรรมที่ขยายตัวทำให้แหล่งที่อยู่ของมันมีอันตราย เนื่องจากมีการใช้สารกำจัดวัชพืช อย่างไรก็ตาม พืชดอกชนิดนี้ได้รับการแนะนำให้ปลูกเป็นพืชประดับสวนและปลูกร่วมกับพืชเกษตรกรรม หลายๆประเทศได้มีพืชชนิดนี้ปลูกจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เช่น อเมริกาเหนือ และบางส่วนของออสเตรเลียลักษณะของดอกเป็นแบบที่เรียกว่า ดอกเดี่ยว (Solitary flower head) กลีบดอกด้านนอกใหญ่และแผ่กว้างโดยรอบดอก ลำต้นสูงเพรียวระเหิดระหงเหมือนนางแบบ มีขนอ่อนๆ ปกคลุมลำต้นด้วย รูปใบเรียวยาว มีหนามเล็กๆ อยู่ด้านข้างของใบเป็นระยะๆ   คอร์นฟลาวเวอร์นี้เป็นหนึ่งในพืชสมุนไพรที่ใช้ประโยชน์ได้ดีในเครื่องสำอางและใช้ชงเป็นชาก็ยังได้ ด้วยคุณสมบัติที่มีสารแทนนิน (tannin) และ เกลือโปตัสเซียม (potassium salts) คอร์นฟลาวเวอร์จึงมีสรรพคุณด้านการฝาดสมาน (astringent) ช่วยเยียวยาอาการท้องเสียได้ ให้ความชุ่มชื่น บำรุงหัวใจ และบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนได้  ถ้าใช้เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอาง สารที่ว่ามาข้างต้น จะช่วยลดอาการระคายเคืองของผิวพรรณ ทำให้ผิวชุ่มชื่น ลดรอยเหี่ยวย่นรอยตีนกาได้ด้วย  เมื่อนำมาประคบรอบดวงตา จะช่วยลดความหมองคล้ำของรอยวงดำๆ รอบตา  ได้ด้วย บางกระแสก็ว่า คอร์นฟลาวเวอร์เป็นหนึ่งในตัวช่วยการทำดีทอกซ์ (ขับสารพิษ) ออกจากร่างกายได้กลีบดอกสีฟ้าเข้มของคอร์นฟลาวเวอร์ นำมาตากแห้งและบดละเอียดทำเป็นชาชงดื่มได้ เชื่อกันว่ามีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการท้องเสีย และช่วยขับปัสสาวะได้ นอกจากนี้ ฝรั่งยังนำมาเด็ดเป็นกลีบๆ ไว้โรยหน้าสลัดเพื่อเพิ่มสีสันให้ดูน่ารับประทานยิ่งขึ้น ด้านสรรพคุณทางยา มีภูมิปัญญาพื้นบ้าน  เชื่อกันว่า กลีบดอกคอร์นฟลาวเวอร์นำมาเป็นส่วนผสมในน้ำยาล้างตาได้ด้วย

กล้วยบัวสีชมพู

  • August 20, 2013 8:45 am

untitled7กล้วยบัวสีชมพู มีชื่อภาษาอังกฤษ: Flowering banana  ชื่อวิทยาศาสตร์: Musa ornata Roxb เป็นไม้ล้มลุก มีเหง้าใต้ดินสั้น ๆ ลำต้นแตกเป็นกอ ลำต้นเทียม ประกอบด้วยกาบใบสูง 1.5-3 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 10 – 15 ซม. ลักษณะการแตกหน่อจะชิดต้นแม่หากอยู่กลางแจ้งต้นจะเตี้ย หากอยู่ในที่รำไรลำต้นจะสูง ใบเดี่ยว รูปขอบขนาน ปลายแหลม แผ่นใบตั้ง สีเขียวเข้ม ด้านล่างใบมีนวล ก้านใบสีเขียวอ่อน ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด เรียกว่า ปลี สีชมพูอมม่วง มีใบประดับขนาดใหญ่รูปไข่  เมล็ดเป็นเหลี่ยมและแบน สีดำ   เมื่อดอกบานจะแผ่กางแล้วม้วนลง ผลมีรูปรีแกมขอบขนาน ผลสุกมีสีเหลือง แต่ละหวีมี 1 แถว เรียงไม่เป็นระเบียบ  ขยายพันธุ์ด้วยการแยกหน่อ ขึ้นได้ดีทั่วไป ต้องการแสงแดดจัดและเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก หากขาดน้ำจะทำให้ใบไหม้  ระยะเวลาออกดอกติดผล : ออกดอกเมื่อเจริญเติบโตเต็มที่  ส่วนการขยายพันธุ์ : แยกหน่อ เพาะเมล็ด Musa ornata Roxb. มีอยู่ 2 ชนิด คือ ดอกสีส้ม และสีชมพูอมม่วง ดอกสีส้ม ลักษณะเด่นคือการแตกหน่อจะออกห่างจากต้นแม่  ดอกสีชมพูอมม่วง ลักษณะการแตกหน่อจะชิดต้นแม่หากอยู่กลางแจ้งต้นจะเตี้ย หากอยู่ในที่รำไรลำต้นจะสูง การปฏิบัติดูแลรักษา  ระยะปลูกและการเตรียมหลุม ระยะปลูกที่เหมาะสมคือ 1.5×2 เมตร หรือ 2.5×3 เมตร ใช้ปุ๋ยคอก และ Rock phospage รองก้นหลุม การให้ปุ๋ย หลังจากปลูกให้ปุ๋ยสูตร 16-16-16 อัตรา 50 g /ต้น/เดือน และระยะที่ใกล้ออกดอกให้ปุ๋ยสูตร 12-12-12-2 การให้น้ำ ให้น้ำสม่ำเสมอโดยให้ระบบสปริงเกอร์จะเหมาะสม  โรคและแมลง  หนอนเจาะลำต้น  ตั๊กแตนกัดกินใบ การเก็บเกี่ยว ตัดดอกที่บานโดยตัดทั้งต้น นำมาปอกกาบออกให้เหลือ 2-3 กาบ ทำการตัดใบที่เหลือออกให้เหนือดอกประมาณ 2-3 นิ้ว

ดอกกรรณิการ์

  • June 28, 2013 3:31 pm

112

กรรณิการ์ ก้านสีแสด           คิดผ้าแสดติดขลิบนาง

         เห็นเนื้อเรื่อโรงราง                       ห่มสองบ่าว่าโนเน

                 ผ้าสีมีขลิบเนื้อ                      บางดี

         ก้าน กรรณการ์ สี                          แสดเถ้า

         โนเนนาดน้องสี                             ลาเลิศ

         เมียมิ่งเรียมดูเจ้า                           ห่อนได้วางตา

(กาพย์ห่อโคลง นิราศธารโศก พระราชนิพนธ์ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศร์)

ชื่อสามัญ : Night flower jasmine

ชื่อพฤกษาศาสตร์ : Nyctanthes arborlristsis Linn

วงศ์ : VERBENACEAE

ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย อินเดีย ลังกา พม่า

วรรณคดีที่กล่าวถึง : ลิลิตเพชรมงกุฎ อิเหนา นิราศธารโศก สมุทรโฆษฉันท์ ลิลิตตะเลงพ่าย

สรรพคุณ : ต้น ราก ใบและดอก ต้มกินแก้ปวดศรีษะ ใบใช้บำรุงน้ำดี รากบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง แก้ผมหงอก   ต้น กับรากนำมาฝนฝาละมีกินแก้ไอ ก้านดอกสีแสด สามารถคั้นน้ำนำมาทำสีย้อมผ้าธรรมชาติหรือใช้เป็นสี ทำขนม

ลักษณะ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10-15 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเป็นเหลี่ยม โดยเฉพาะกิ่ง แขนง หรือกิ่งอ่อน ลำต้นมีรอยคาดรอบลำต้นเป็นช่วง ๆ  ลำต้นเป็นสีขาว ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ๆ ใบหนาสีเขียว เนื้อใบสากเพราะมีขนละเอียดปกคลุมอยู่ตามใบ รูปมนรี โคนใบโตกว่าปลายใบ ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดยาวประมาณ 2 – 3 นิ้ว ดอกออกเป็นช่อเล็ก ๆ ตามยอดและก้านใบ ในดอกช่อหนึ่งๆ มีก้านแขนงช่อดอกย่อย ๆ ตั้งแต่ 5 – 8 ดอก ดอกคล้ายดอกพุดชาดสีขาว มี 6 กลีบ เมื่อบานเต็มที่   กลีบดอกจะบิดเล็กน้อย วงในดอกมีสีแดง หรือสีชาด ก้านดอกยาวสีแดง เกสรจะเป็นเส้นละเอียดใน หลอด ดอก บานในตอนกลางคืน กลิ่นหอมแรง และจะออกดอกตลอดปี

 

 

 

ดอกปัตตาเวีย

  • June 23, 2013 2:38 pm

untitled

ดอกปัตตาเวีย มีชื่อสามัญ :  Peregrina, Spicy jatropha ชื่อวิทยาศาสตร์ :   Jatropha integerrima Jacq.  วงศ์ :  Euphorbiaceae  ลักษณะพฤกษศาสตร์ :  เป็นไม้พุ่มยืนต้น เปลือกต้นสีน้ำตาลเทา กิ่งอ่อนสีน้ำตาลแดง มีจุดหายใจสีน้ำตาลประทั่วไปที่ลำต้นและกิ่ง แตกกิ่งก้านมากและมักโค้งลงสู่พื้นดิน การเกาะติดของใบบนกิ่งแบบเวียน ใบเดี่ยวทรงรีถึงรีแกมไข่กลับ ปลายใบโค้งมนมีติ่งหาง โคนใบสอบเรียวมีหนามอ่อนเกาะติดอยู่ประมาณ 4 – 6 อัน ก้านใบยาว ดอกออกเป็นช่อที่บริเวณปลายกิ่ง ก้านช่อยาว ดอกทยอยบาน ดอกย่อยบานเต็มที่ขนาดประมาณ 1.5 ซม. ดอกมีหลายสี เช่น แดง ชมพู ชมพูม่วง เป็นต้น ผลมีสามพู เมื่อแก่แห้งแล้วแตกดีดเมล็ดออกจากผล เมล็ดขนาดเล็กสีน้ำตาล การขยายพันธุ์ : การปักชำกิ่ง ตอนกิ่ง และการเพาะเมล็ด การปลูก :  ปลูกเป็นต้นทรงสูง โดยปลูกเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่ม 2 – 4 ต้นปลูกเป็นแนวเตี้ย โดยปลูกชิดติดกันให้แน่น โดยระยะระหว่างต้นและระหว่างแถว ประมาณ 10 – 20 ซม. แล้วตัดแต่งให้มีระดับความสูงตามต้องการ  เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ความสายงามที่ดอก หลุมปลูกจึงควรอยู่ในพื้นที่ได้รับแสงแดดตลอดทั้งวัน หรือได้รับแสงเต็มที่ไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อวัน  การดูแลรักษา : การตัดแต่งกิ่ง หากปลูกเป็นต้นสูงเพื่อให้ออกดอกตามธรรมชาติ ควรตัดบางกิ่งที่ไขว้ทับกันออกบ้างเท่านั้น การรดน้ำ ควรให้น้ำบ้างเดือนละครั้ง หรือเมื่อพืชแสดงอาการเหี่ยวจนเกินไป เนื่องจากพืชมีความทนทานต่อสภาพการขาดน้ำ  การใช้ประโยชน์ด้าน : ภูมิสถาปัตย์ให้ความรู้สึกเคลื่อนไหวพริ้วเบา แบบสบายๆ  ให้ดอกได้ตลอดทั้งปี ดอกทยอยบานได้นาน มีหลายสี

 

 

แสเถา

  • June 18, 2013 12:11 pm

แสเถา

แสเถาแสเถาเป็นไม้เลื้อยจำพวกเดียวกับผักบุ้ง แต่มีขนาดเล็กกว่ามีลำต้นหรือเถาคล้ายกับเถาวัลย์เล็ก ๆ เป็นสีน้ำตาลคล้ำ มักจะเลื้อยพาดไปตามรั้ว กำแพง หรือต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้ ออกใบสลับกันตามข้อต้น ลักษณะของใบคล้ายกับใบผักบุ้ง คือ ใบรูปรีคล้ายหัวใจแต่ยาวปลายใบแหลม โคนใบมนเว้าเข้าหาก้านใบ ขอบใบเรียบ ก้านใบสั้นประมาณ 2-3 เซนติเมตรใบสีเขียวแต่ไม่เข้มมากนัก จะออกดอกตามข้อต้นและโคนก้านใบ ดอกก็คล้ายกับดอกผักบุ้ง ดอกมีสีน้ำเงินมี 5 กลีบ โดยมีก้านดอกยื่นยาวออกมาจากโคนก้านใบเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละ 3-6 ดอก รูปดอกเป็นทรงกรม แต่ปลากดอกบานออกกว้างมาก เมื่อแสเถาออกดอกจะดูสะพรั่งไปหมดจัดเป็นไม้ที่ให้ดอกสวยงามอีกชนิดหนึ่ง แสเถาเป็นไม้ที่ออกดอกตลอดปี ให้ปลูกบริเวณที่กลางแจ้ง หรืออาจปลูกริมรั้วบ้าน แล้วปล่อยให้เถาของแสเถาเลื้อยพาดรั้วบ้านก็ได้ หรืออาจจะปลูกเป็นซุ้มภายในสวนบริเวณบ้าน หรือสวนสาธารณะ เมื่อยามออกดอกดอกก็จะห้อยระย้าบานสะพรั่งสวยมาก การปลูกให้ขุดหลุมปลูกตื้น ๆ แล้ววางต้นกล้าลงกลบดินพอแน่น แล้วจึงรดน้ำให้ชุ่มก็พอ แสเถาเป็นไม้กลางแจ้ง ที่ชอบแสงแดดมากชนิดหนึ่ง  มีความต้องการน้ำปานกลาง แต่การรดน้ำจะต้องไม่รดให้มากเกินไปจนดินแฉะเพราะแสเถาไม่ชอบน้ำท่วมขัง หากน้ำในบริเวณโคนต้นไม่ระบายออก อาจทำให้รากเน่าและตายได้ แสเถาเจริฐได้ดีในดินแทบทุกชนิดไม่เลือกดิน แต่ถ้าเป็นดินร่วนปนทรายก็จะยิ่งดีกว่า แสเถาจะมีการขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด และการตอน

การเวก

  • June 13, 2013 3:20 pm

การเวก

การเวกการเวกเป็นไม้เถาเลื้อยเนื้อแข็งที่มีขนาดใหญ่จะมีมือเกาะรูปตะขอยื่นออกมาจากเถาเถาบริเวณยอดอ่อนจะเป็นสีเขียว เมื่อเถาแก่ก็จะเป็นสีน้ำตาล การเวกจะมีพุ่มใบที่หนาแน่นมากเป็นไม้ใบเดี่ยวออกใบสลับกันตามข้อต้นใบเป็นรูปขอบขนานหรือมนรี ทั้งโคนใบและปลายใบจะแหลมมีก้านใบสัน พื้นใบสีเขียวเข้ม เป็นคลื่นเล็กน้อย ขอบใบเรียบไม่มีจัก  ดอกการเวกจะออกตรงโคนต้นใบ ลักษณะดอกจะเป็นดอกเดี่ยวตรงโคนก้านดอกจะมีมือเกาะ ดอกเมื่อแรกออกจะเป็นสีเขียว แล้วจะค่อย ๆ เปลี่ยนไปเป็นสีเหลือง ในหนึ่งดอกจะมี กลีบ ซึ่งแบ่งเป็นชันชันละ 3 กลีบ และมีกลีบเลี้ยง 3 กลีบ ดอกมีขนาดเล็ก หนาและแข็ง กลีบดอกมีลักษณะเป็นรูปรี มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ภายในดอกเป็นจำนวนมาก ดอกจะมีกลิ่นหอมจัดในเวลาเย็นถึงค่ำ การเวกจะออกดอกตลอดปี การเวกมีวิธีการปลูกโดยการนำต้นกล้าที่ได้จากการเพาะเมล็ด หรือกิ่งที่ได้จากการตอนมาปลูกลงดิน แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะนิยมใช้กิ่งตอนมากกว่าการเพาะเมล็ด เพราะจะทำให้ไม่เสียเวลา การตอนกิ่งควรที่จะทำในช่วงฤดูฝน เมื่อกิ่งตอนงอกรากพอสมควร แล้วจึงตัดมาปลูก การเวกเป็นไม้กลางแจ้งมีความต้องการแสงมากพอสมควร เหมาะที่จะปลูกริมรั้วบ้าน สวนภายในบ้าน หรือสวนสาธารณะ เป็นต้น การเวกจะขึ้นได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่หากเป็นดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดีก็จะเจริญงอกงามได้ดียิ่งขึ้น การเวก ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด และการตอนกิ่ง

วาสนาอธิษฐาน

  • June 8, 2013 8:56 am

untitledวาสนาอธิษฐานเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 4-10 เมตร ลำต้นกลม ต้นตรง ไม่มีกิ่งก้าน ลำต้นเป็นข้อ ถี่ผิวเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลใบเป็นใบเดี่ยวแตกออกจากลำต้นส่วนยอดเรียงซ้อนกันเวียนรอบลำต้นเป็นรูปวงกลมลักษณะใบเรียวยาว ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ผิวใบเกลี้ยงเป็นมันสีเขียว ตัวใบโค้งงอ ขนาดใบกว้างประมาณ 3-6 เซนติเมตร ยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตรออกดอกเป็นช่อตรงส่วนยอดของลำต้นช่อดอกมีขนาดใหญ่เป็นรูปทรงกลมช่อดอกยาวดอกมีขนาดเล็กอยู่รวมกันเป็น กลุ่มดอกมีสีขาวหรือเหลืองอ่อนกลิ่นหอมฉุนวาสนาราชินีต่างกับวาสนาอธิษฐานตรงที่สีของใบวาสนาอธษฐานพื้นใบมีสีเขียวมีลายเส้น สีขาวหรือเหลือง พาดตามยาวของใบ คนไทยโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นวาสนาอธิษฐานไว้ประจำบ้าน จะทำให้เกิดความสุข สมหวัง ของชีวิตเพราะเป็นไม้มงคล คือต้นวาสนาอธษฐาน สามารถทำให้เกิดแรงบันดาล ตามความปรารถนาของชีวิตตามคำอธิษฐาน นอกจากนี้ยังมีความเชื่ออีกว่าบ้านใดปลูกต้นวาสนาอธิษฐานไว้ประจำบ้านจะทำให้มีโชควาสนาเพราะเป็นไม้เสี่ยงทายคือถ้าผู้ใดดูแลรักษาได้เจริญสวยงามสามารถทำให้โชคลาภตามมาด้วยเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นวาสนาอธิษฐานไว้ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้ปลูกควรปลูกในวันอังคาร เพราะโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาประโยชน์ทางใบ ให้ปลูกในวันอังคาร ถ้าจะให้เป็นมงคลยิ่งขึ้นผู้ปลูกควรเป็นสภาพสตรี เพราะวาสนาอธิษฐานเป็นชื่อที่เหมาะสมกับสุภาพสตรี1. การปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ขนาดหลุมปลูก 30 x 30 x 30 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1 : 2 ผสมดินปลูก แต่มีลักษณะพิเศษที่ใบ คือถ้าส่วนใบได้รับแสงแดดสม่ำเสมอ ทำให้สีสันของใบสวยงามยิ่งขึ้น การปลูกในกระถางเพื่อประดับภายในและภายนอกอาคาร ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 10-18 นิ้ว

ดองดึง

  • June 3, 2013 3:51 pm

ดองดึง

ดองดึงดองดึงเป็นพรรณไม้ที่มีหัวอยู่ใต้ดิน และมีลำต้นหรือเถาเลื้อยเกาะต้นไม้อื่นที่อยู่ใกล้ ๆ และสามารถเลื้อยเกาะต้นไม้อื่นได้สูงประมาณ 3 เมตร ส่วนหัวที่อยู่ใต้ดินมีลักษณะเด่น อย่างหนึ่งคือ บริเวณส่วนปลายของหัวจะมีจุดเจริญสำหรับต้นใหม่ ฉะนั้นจึงต้องระมัดระวัง อย่าให้ปลายของหัวหรือเหง้าหัก เพราะจะทำให้ต้นเสียหายและจะไม่งอกต่อไปได้ ลักษณะของใบคล้ายรูปหสก ตรงปลายใบจะมีขอเกาะหรือหนวดสำหรับเกี่ยวพันกับต้นไม้  อื่น ตัวใบมีสีเขียวเข้ม เป็นมัน ขอบใบไม่มีจัก ใบเรียบ ลักษณะของดอกจะเป็นดอกเดี่ยว กลีบดอกจะแยกออกจากกันขอบของกลีบดอกบิดเป็น เกลียว มีเกสรแยกออกจากโคนกลีบดอกด้านนอกดอกหนึ่งจะมีเกสรประมาณ 6-7 อัน สี ของดอกจะมี 2 สี คือสีเหลืองและสีแดงสดปริมาณสีทั้งสองของดอกจะเปลี่ยนแปลงไปตามอายุของการบานของแต่ละดอก ยิ่งดอกบานนานก็ยิ่งมีสีแดงมากขึ้นกว่าดอกตูมหรือดอกที่เพิ่งบาน จะออกดอกตลอดปี โดยเฉพาะในช่วงฤดฝนจะให้ดอกดกมาก ดองดึงมีวิธีการปลูกโดยการนำเอาเหง้าหรือหัว มาปลูกลงดิน โดยขุดหลุมปลูกกว้างลึกประมาณ 6 x 6 นิ้ว แล้วผสมดินปลูกกับปุ๋ยหมักใส่ก้นหลุม จึงนำหัวหรือเหง้าดองดึงลงวาง แล้วกลบดินพอมิด รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ 1 สัปดาห์ หัวหรือเหง้าดอกดึงก็จะแตกยอดอ่อน ขยายพันธุ์โดยการแยกเหง้า หรือโดยการแยกหัว ดองดึงชอบขึ้นในดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดี